2007/Feb/12

มีคนบอกว่าคุณ Tracyanne นักร้องนำ Camera Obscura หน้าตาละม้ายคล้ายกับคุณ Victoria Bergsman อดีตนักร้องนำ The Concretes ได้ยินแล้วก็คิดขึ้นมาในใจว่าเหมือนหรือนั่น แต่ก็ไม่แน่มองผ่านๆกับภาพมืดๆบนเวทีก็อาจจะพอได้อยู่

ว่าแต่ออกจาก The Concretes แล้วไปทำอะไรบ้างละนั่น

ข่าวคราวล่าสุดก่อนหน้านี้ก็ไปช่วยร้องกับ Peter Bjorn and John ในเพลง Young Folks ที่ทั้งเพลงและมิวสิควิดีโอแสนจะน่ารัก (ขอบคุณ คุณ frid:)y ด้วย) ที่ดูไปหลายรอบแล้วก็ยังผิวปากไม่ได้ซะที...

ส่วนงานเดียวที่เธอตั้งใจไว้กับชื่อ Taken by Trees ก็มีเพลงมาให้ลองฟังกันสี่เพลงแล้วคือ Tell Me, Too Young, Lost and Found และ Hours Pass Like Centuries

กับเสียงร้องที่นำเด่นออกมาในแต่ละเพลง ฟังแล้วก็สมให้กับที่มาออกงานเดี่ยวจริงๆ

หันไปทาง The Concretes หลังจากเสียนักร้องนำไปด้วยเหตุผลไม่เปิดเผย บอกแค่ว่าไม่ได้ฉีกแปลกแหวกแนวจากเหตุการณ์อื่นทั่วๆไป สมาชิกที่เหลืออยู่ก็ตัดสินใจเดินหน้าต่อไป โดยให้คุณ Lisa Milberg (มือกลอง) เข้ามาทำหน้าที่หลักในการร้องเพลงแทน จนมีเพลงมาให้ฟังกันแล้วหนึ่งเพลงกับ Oh No

ที่ฟังแล้วต้องร้อง โอ้ ไม่...



(เขียนคอมเมนท์ที่นี่)

2007/Feb/07

อุณหภูมิเคลื่อนคล้ายลอยต่ำ โจษจันกันถึงขั้นติดลบยี่สิบองศาฟาเรนไฮท์ แม้จะเตรียมตัวล่วงหน้าเำีำพรียบพร้อม แต่ความหนาวเย็นยังคงพัดมาเหมือนต่อต้านชะตากรรม แต่จุดหมายปลายทางยังคงเร่งเร้า กระตุ้นอุณหภูมิในร่างให้อบอุ่นพอเพียงจนก้าวเดินไปถึงปลายทาง Camera Obscura รอเราอยู่

ออกจากสถานีปลายทางก่อนสอบถามทางโดยไว แล้วรีบเดินต่อไปถึงที่หมาย คนเยอะเกินกว่าที่คาด ไม่ได้คิดว่าจะน้อย แต่ที่เห็นก็เยอะแยะมากมายกว่าวงก่อนๆที่ไปดูมามากนัก กะด้วยตาคร่าวๆก็ได้ระดับเกือบพันล่ะมั้ง สำรวจผู้คนในสถานที่แสดงก่อนคิดในใจ คนมาดูวันนี้หน้าตาดีนะเนี่ย หึหึ

ถ้าจะจับคู่วงร่วมทัวร์ The Essex Green กับ Camera Obscura น่าจะเหมาะกันหมดจดกว่าที่เคยๆไปดูมา เปิดกันก่อนด้วย The Essex Green ที่เลือกหยิบเพลงมาเล่นอย่างมีลูกเล่นนิดๆ ไม่ปล่อยให้จังหวะอืดเอื่อยหรือค้างเิติ่มพาให้บรรยากาศคึกคักใช่เล่น คิดถึงแล้วก็เสียดายอยู่อย่าง ไม่ได้เกี่ยวกับเพลง แต่เป็นเสื้อของ The Essex Green ที่ขนาดตัวเอง ขายหมดไปอย่างรวดเร็ว เฮ้อ

พักจัดเครื่องดนตรีอยู่ชั่วครู่ใหญ่ ก่อนเวลาที่รอคอยจะมาถึง คุณ Tracyanne Campbell แต่งตัวป้าๆ้เท่ๆมาเหมือนเคย เริ่มกันด้วย Let's Get Out Of This Country ก่อนลดดีกรีลงอย่างรวดเร็วไปกับ The False Contender ก่อนค่อยๆเคลื่อนตัวเอื่อยๆ ก่อนดึงจังหวะกลับมาเล็กน้อยด้วย Come Back Margaret แล้วเคลื่อนตัวอย่างช้าๆต่อไป

ไม่ค่อยแน่ใจว่าที่วันนี้คนเยอะนี่เพราะตั้งใจมาดู หรือด้วยเหตุผลอื่นที่ตอนนี้ก็ยังคงสงสัย เพราะมีเสียงคุยสอดแทรกอยู่ช่วงใหญ่ขณะกำลังบรรเลง Books Written For Girls ที่แม้เธอจะแอบบอกแล้วว่าให้เงียบๆในช่วงกีตาร์โซโลของเพลงนี้ แต่ก็ยังไม่ดีขึ้น จนเธอหันไปเปลี่ยนเนื้อร้องจาก

People get shocked in many ways
I disappoint you
I can't see through your perfect smile

เป็น

People are rude in so many ways
They disappoint me
When they talk through my perfect song

เรียกเสียงฮือฮาจากกลุ่มคนผู้ตั้งใจฟังได้ดีอย่างที่สุด

หลังจากนั้นผมก็เกิดรู้สึกล่วงหน้าได้เองว่าเพลงต่อไปจะเป็น Eighties Fan แล้วมันก็เป็นอย่างนั้น! สำหรับผมแล้ว เพลงนี้น่ะฟังได้ทุกวันจริงๆ

ก่อนจะมาถึงบทสรุปที่ Lloyd, I'm Ready to be Heartbroken กับ If Looks Could Kill เป็นบทส่งท้าย ก่อนมาต่อช่วงอังกอร์กับ I Need All the Friends I Can Get ที่ถือโอกาสชวน The Essex Green ขึ้นมาร่วมเล่นบนเวทีเป็นการสั่งลาการทัวร์ร่วมกันไว้ ณ ที่นี้ ก่อนปิดฉากกันที่ Razzle Dazzle Rose ไปแบบประทับใจ

อืม ถ้ามี A Red, Red Rose ด้วยก็คงดี

ไฟเปิดสว่าง ผู้คนทยอยกลับ ชำเลืองมองไปตรงจุดขายซีดี ไม่มีใครมายืนขายให้เหนื่อย คงเพราะคนมากมาย จนแอบเสียดายว่าถ้าเล่นที่เล็กกว่านี้ก็คงดี เืผื่อจะได้เสนอหน้าไปคุยด้วย แต่ถ้าได้คุยจริงๆคงเขินน่าดู ก็เธอเท่ออกอย่างงั้น

เดินออกมาผจญลมหนาวอีกรอบ ก้าวเท้าจ้ำๆไปจับรถไฟกลับบ้าน ระหว่างทางก็นั่งคิดเสียดาย ว่าแสดงสดวันนี้ยังรู้สึกไม่เต็มที่เท่าไร คนเต็มสถานที่แต่ไม่รู้เท่าไรที่ตั้งใจดูจริง กับทางวงเองที่ดูจะเกร็งกันอยู่นาน หวังว่าพวกเค้าจะกลับมาใหม่ ก็ทุกอย่างมันมีสามครั้งนี่นะ

ปล. เนื่องจากไม่ได้ยืนติดขอบเวที และฝีมือไม่ดี ไปดูรูปที่คนอื่นถ่ายไว้ละกัน

ปล.2 เขียนคอมเมนท์ได้ที่นี่

2007/Jan/27

แม้ว่าจนบัดนี้ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าคิดอย่างไร ถึงได้เข้าได้ไปทรมานตัวเองซะหนักหนากับ The Passion of The Christ แต่วันก่อนก็ตั้งใจไปดู Apocalypto มาจนได้ แม้ว่าเกือบจะหลุดโรงที่นี่ไปแล้วก็เถอะ

ตอน The Passion of The Christ คุณ เมล กิบสันเคยตั้งใจจะไม่ขึ้นตัวบรรยายเป็นภาษาปัจจุบัน เพราะเชื่อว่าความเคลื่อนไหวในตัวหนังก็สามารถจะสื่อเรื่องราวได้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว ไม่รู้ว่านี่จะเป็นความตั้งใจหลักในการทำหนังของเค้ารึเปล่า ถ้าคิดถึงตรงจุดนี้ก็ถือว่า Apocalyto ทำผลงานได้เป็นอย่างดี ด้วยการดำเนินเรื่องอย่างตรงไปตรงมาและค่อนข้างฉับไว คิดว่าถึงไม่อ่านบทบรรยาย (ที่คิดว่าคงตั้งใจเทียบให้ตรงกับภาษาท้องถิ่นจริงๆ) ก็ตามเนื้อเรื่องไปได้แบบไม่ติดขัด แต่อาจกระอักกระอ่วนกับบางภาพแทน

หลายคนวิพากษ์ว่า Apocalypto ขายความรุนแรงเกินเหตุ แต่โดยส่วนตัว ก็คิดว่าสมเหตุสมผลพอควรกับช่วงเวลาและสถานการณ์ในเรื่อง บางทีอาจเป็นเพราะภาพจากหนังเรื่องก่อนของเค้าดูรุนแรงยิ่งกว่า(สำหรับผม) หรืออาจเป็นเพราะจินตนาการ จากการอ่านบทบรรยายการถลกหนังทรมานคนของชาวมองโกล นั้นโหดร้ายกว่าเป็นไหนๆ

ออกตัวกันก่อนว่าไม่ใช่คนนิยมความรุนแรงแต่อย่างใด

จริงๆนะ

หลังจากดูจบก็คิดว่า Apocalypto ทำออกมาสนุกดี แม้ว่ามุกในเรื่องจะไม่มีอะไรใหม่เลยก็ตาม แต่ก็เรียกว่าดีในระดับที่ขายความเป็นหนังกันอย่างเต็มที่ ที่จริงคิดว่าหนังยังสนุกกว่านี้ได้อีกหลายขีด แต่อาจจะทำให้ยาวขึ้น ซึ่งแค่นี้ป้าก็บ่นเหนื่อยแล้ว

อย่างไรก็ดี ความอยากกินต้มเลือดหมูที่พลุ่งพล่านมาหลายวันได้หมดไปโดยฉับพลันหลังจากดูจบ จึงขอแนะนำแฟนๆให้ไปกินก่อนล่วงหน้า

.

ดูไปหนึ่งเรื่องแล้วรู้สึกยังไม่อิ่ม เลยกระโดดเข้าโรงไปดู Letters from Iwo Jima แบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ด้วยว่าเวลามันพอดี จนดูจบแล้วถึงเพิ่งรู้ว่าคุณปู่ คลินต์ อีสวู้ดเป็นคนกำกับนี่เอง ซึ่งต้องบอกว่าทำออกมาได้ละเมียดเหลือเกิน ทุกอย่างดำเนินไปตามจุดที่ควรจะเป็นชนิดไร้ข้อติ แต่นั่นก็ทำให้หนังขาดอะไรบางอย่างไปไม่หนึ่งก็สอง

แม้ว่า Letters from Iwo Jima จะมีเป้าหมายหลักที่จะสื่อออกมาอยู่แล้ว แต่ความรู้สึกหลักระหว่างดูของตัวเองคือถ้าเราเป็นทหารญี่ปุ่นที่รู้ว่าจะไม่ได้ออกจากเกาะ Iwo Jima แบบยังเคลื่อนไหวได้ แล้วจะทำอย่างไร

ด้วยทางเลือกอันมีไม่มากนัก และปลายทางล้วนแล้วแต่น่าหดหู่ คงทำได้แค่คิดคับแค้นใจกับความบางเบาของชีวิตตนเอง

เดินออกจากโรงมาแบบหิวๆ แวะไปซื้อซอสหอยนางรมตราหมีแพนด้า คิดถึงที่ดูไปวันนี้แล้ว ตั้งใจว่าวันนี้ข้าวเปล่ากับผัดผักก็คงพอ