tunes

2006/Dec/01

ไหลตามรางถึงที่หมายได้ราบรื่นผิดธรรมชาติตัวเอง หนึ่งในการแสดงสดที่รอคอยมายาวนานกำลังรออยู่ข้างหน้า ตรวจตั๋วและตรวจบัตรพิสูจน์อายุที่เกือบไม่ผ่านเกฌฑ์--ความจริงอาจจะไม่ใช่อย่างที่พูด

ถึงเวลาเริ่มแสดงแล้ว บนเวทียังโล่งปราศจากผู้คน อันหมายถึงผมคงยังต้องรอต่อไป พักใหญ่หลังจากนั้นวง Brookville ก็ออกมาแสดง

ไม่ใช่ครับ นี่ไม่ใช่วงที่ผมรอคอย อันที่จริงก็พูดได้ว่าไม่เคยฟังมาก่อน และหลังจากนี้ก็คงขอปล่อยผ่านเลยไป

จัดเป็นหนึ่งชั่วโมงที่ยาวนานไม่น้อย

เมื่อนานมาแล้วเวลาที่สิ้นหวังไร้กิจกรรมใดใด ผมมักจะเปิดโทรทัศน์ เปลี่ยนช่องแบบสิ้นหวัง ก่อนมาลงเอยด้วยช่องมิวสิควิดีโอที่ึิึิคิดว่าโดนเปลี่ยนเป็นเจ้าอื่นไปแล้ว และนั่นก็เป็นที่มา ผมรู้จักพวกเค้าครั้งแรกจากการได้ดูมิวสิควิดีโอ Hearbeat แต่ที่ยังเหลืออยู่ในความทรงจำก็มีแค่ตัวเพลงเท่านั้น แต่นั่นก็มากเีพียงพอ กลางดึกวันนั้นเลยเป็นจุดเริ่มต้นของการติดตามไล่ฟัง ก่อนแพร่กระจายไปถึงบุคคลรอบข้าง...



Tahiti 80 - Fosbury Tour 2006

แสงไฟบนเวทีดับเป็นธรรมเนียมของการเิริ่มต้น แต่ผมอยู่ใกล้พอที่จะเห็นทุกการเคลื่อนไหวแบบถนัดตา ไฟค่อยๆสว่างๆพร้อมๆกับที่ทุกอยู่ประจำตำแหน่งกันเรียบร้อย ครั้งแรกของการดูการแสดงสด Tahiti 80 เริ่มด้วย Love Shines ที่ไม่มีป้า Lewis มาร่วมร้องด้วย ก็ชวนให้คิดถึงเล็กน้อย ก่อน Matter of Time กับ Yellow Butterfly จะตามออกมาอย่างไหลลื่น เพลงจากแต่ละอัลบั้มถูกนำมาเล่นอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นกันที่อัลบั้ม Fosbury เป็นพิเศษ

Pedro as a second drummer Tahiti 80: Fosbury Tour

นักวิทยาศาสตร์ว่าไว้ แรงกระทำเท่ากับแรงตอบสนอง ยิ่งคนดูสนุกครึกครื้น Tahiti 80 ยิ่งเล่นก็ยิ่งคึก โดยเฉพาะคุณ Pedro มือเบสหุ่นอวบอั๋นที่ออกลีลาได้น่ารักน่าเอ็นดู ก่อนจะเพิ่มดีกรีเมื่อได้ของขวัญจากคนดู ที่เจ้าตัวยืนกรานว่าเป็นแค่ชา ก่อนหายไปหลังเวทีก่อนกลับมาพร้อมหมวกคุณแพนด้า แล้วทิ้งเบสหันมาตีกลองคู่กับคุณ Sylvain ปล่อยให้คุณ Xavier มาจับเบสเล่นรีมิกซ์กันอย่างเมามัน หลังจากนั้นก็ถึงเวลาลาจากแบบหลอกๆตามธรรมเนียม

ไม่ต้องให้เรียกร้องกันนานก็กลับออกมาอีกครั้ง Tahiti 80 กล่าวขอบคุณ Minty Freshที่ทำให้มีวันนี้ แล้วก็ถึงเวลา Heartbeat เรียกเสียงกรี๊ดสนั่นหวั่นไหว ตามติดๆด้วย A Love From Outer Space เล่นต่ออีกหนึ่งเพลง ก่อนกล่าวขอบคุณแฟนๆแล้วหายลับไปหลังเวที

ความสนุกจะจบลงเพียงเท่านี้เหรอ

เหมือนทุกคนจะติดอยู่ในวังวน ยังหรอก ยังไม่รู้สึกอิ่มพอ แล้ว Tahiti 80 ก็ตอบสนองด้วยการกลับมาอีกครั้ง ให้ทุกคนปรีดา ก่อนปิดฉากด้วย Revolution ที่ขอประกาศว่านี่เป็นเพลงสุดท้ายแล้ว จริงๆ

ไำฟเปิดสว่าง แต่ละคนทยอยกลับ ส่วนผมขอยื่นนิ่งอิ่มๆอึ้งๆอีกเล็กน้อย คิดอยู่แล้วว่าจะต้องสนุกมาก แต่ก็ไม่คิดว่าจะไปถึุงระดับสุดขีดของผมได้แบบนี้

ตั้งสติได้ก่อนเดินไปเอาเสื้อโค้ทคืน พลันเหลือบไปเห็นคุณ Xavier ยืนเด๋อด๋าแจกลายเซ็นอยู่ไม่ห่าง

ก่อนหน้าตั้งใจว่าคราวนี้จะท่องรายการเพลงที่เล่นมาให้ครบ แต่บรรยากาศสนุกสุดขีดจนสมองไม่ค่อยทำงาน พอได้เข้าไปคุยด้วย ลำดับเพลงเลยโหว่ๆผิดๆเลอะเลือนยิ่งกว่าเดิม

โผล่หน้าเข้าไปคุย พอบอกว่ามาจากเมืองไทย คุณ Xavier ก็ยิ้มแก้มปริ ขอจับมือเป็นการใหญ่ ผมได้ทีบอกว่ามีคนรอดูอยู่ที่เมืองไทยจำนวนมาก เค้าก็พยักหน้า บอกว่าก็ได้ยินมาว่าอย่างนั้น

ผมช่วยตอกย้ำให้แล้วนะ

คนอื่นเค้าพกซีดี Fosbury มารอให้เซ็นกัน บางคนก็ซื้อกันตรงนั้นเลย ด้วยว่ามีอยู่แล้วแต่ไม่ได้เอาไป ถ้ารู้มาก่อนคงขนไปกันตั้งแต่ชุด Puzzle ควานหากระดาษทั่วตัว โชคดีว่าเป็นเจ้าแห่งการหลงทาง เลยมีกระดาษที่พิมพ์แผนที่เส้นทางอยู่ ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่เวลานั้นก็ไม่มีทางเลือกอื่นเหลือ เลยได้มาเป็นแบบนี้

See you in Thailand

ครับ แล้วเจอกันครับ

2006/Nov/27

Mobius Band

นึกถึงตอนที่เคยเขียนถึงเมื่อนานมาแล้ว ไม่คิดไม่ฝันจะได้มีโอกาสดูกันจริงๆกับ Mobius Band

มาเล่นสถานที่เดียวกับ The Stills เลยนึกกระหยิ่มอยู่ในใจ หนทางข้างหน้าคงง่ายดายไม่ติดขัด แต่ท้ายที่สุดก็เกือบพลาดไปจนได้ เพราะเจ้าแห่งการหลงทางหลอกหลอนอยู่ไม่ห่าง ด้วยว่างานไม่ยักเริ่มตรงเวลาเหมือนครั้งก่อน เลยหลุดรอดเข้าไปยืนรอให้เมื่อยๆเปื่อยใจเล่น

วันนี้มีวงมาเล่นอยู่สามวง วงแรกเล่นผ่านเลยไปไร้ที่จดจำ ก่อนเก็บข้าวเก็บของลงเวทีตามระเบียบ แล้วก็มีชายหนุ่มแต่งตัวดีท่าทางเหมือนผู้จัดการวง ขนกล่องคล้ายหีบเพลงขนาดใหญ่ กล่องนี้คงมีชื่อเีรียกที่ถูกต้อง แต่ด้วยความเขลาเบาปัญญา จึงขอเรียกว่าำหีบเพลงลึกลับแทนก็แล้วกัน โดยไม่ทันคาดคิดหีบเพลงลึกลับก็บรรเลงเพลงเต้นรำอารมณ์จัดว่าย้อนยุคหน่อย ก่อนชายหนุ่มคนนั้นจะหยิบไมค์ร้องเพลง วาดลวดลายได้เท่ถูกใจ เหมือนผมเป็นคนออกแบบให้ จบเพลงแรกผ่านไปผมค่อยมารู้ว่าเค้าคือ Baby Dayliner

จากนั้นก็เหมือนการสื่อสาร ระหว่างคนร้องและคนดูจะตรงกันอย่างไร้ที่ติ คนดูที่ก่อนหน้านี้ยืนกันห่างๆ พากันขยับขึ้นมาประชิดเวที ร่วมเล่นเต้นร้องเพลิดเพลินเกินใจ ยิ่งเล่นก็ยิ่งคึกคัก จนดูเหมือนจุดสูงสุดของคลื่นอารมณ์จะมาอยู่ที่ตรงจุดนี้ Baby Dayliner จบลงแล้ว คนดูก็จางหายตามออกไป ดาวเด่นของคืนนี้คงไม่ใช่ Mobius Band อย่างที่ผมเข้าใจซะแล้ว

ก่อนหน้านี้ได้อ่าน Stuart Murdoch เขียนบ่นเรื่องวงร๊อกสมัยนี้แต่งตัวซ้ำๆกันจนน่าเบื่อ The Stills วันก่อนคงไม่ได้อ่าน แต่ดูเหมือน Mobius Band จะได้อ่าน แต่ละคนที่หน้าตา geekๆ กันอยู่แล้วเลยส่งเสริมภาพลักษณ์ตัวเองกันต่อไป แต่เสื้อผ้าไม่ใช่ประเด็นอยู่แล้ว ที่น่าห่วงกว่าคือคนดูหดหาย จนดูน่าใจหาย

ทางวงเลยหาทางเรียกคนดูโดยประกาศ "พวกเรา Baby Dayliner ตัวจริง, ไม่เข้าใจว่าทำไมคนเมื่อกี้ต้องพยายามขโมยชื่อเราด้วย" มุกนี้คงไม่ได้ช่วยอะไรมาก ว่าแล้วก็เล่นกันเลยดีกว่า เดาไว้ไม่ผิดว่าต้องเริ่มกันที่ Starts Off With A Bang ก่อนจะต่อด้วย Twilight ถ้าไม่ได้จำสับสน ก่อนลดดีกรีเป็นเพลงช้าด้วย Taxi Cab จากนั้นก็เล่นเพลงจากในอัลบั้มปนกับเพลงใหม่ ก่อนมาเร่งกันอีกครั้งด้วย The Loving Sound of Static ที่กลุ่มคนแถวหน้าที่ยืนอยู่รวมถึงตัวผม ออกลีลากันสุดขีด และบางเบาเพราะมีอยู่แค่นั้น ก่อน Mobius Band จะเล่นอีกหนึ่งเพลงก่อนอำลาอย่างรวดเร็ว

แล้ว City vs Country ล่ะ แล้ว Radio Coup สุดมันล่ะ

ผมยืนค้างงงๆปนเซ็งๆ เดินออกมาจากส่วนเวที ไปเจอ Ben Sterling (นักร้องนำ และคนในรูปข้างบน) ยืนขายซีดีอยู่ ด้วยว่ายังรู้สึกเหมือนอารมณ์ค้าง เลยเดินเ้ข้าไปคุยด้วยแบบเอ๋อๆ นึกแล้วยังประหลาดใจตัวเอง กล่าวทักทายก่อนเริ่มด้วยการบ่นว่าทำไมถึงเล่นสั้นจัง ยังไม่ทันได้ฟัง Radio Coup เลย Ben Sterling ยิ้มแห้งๆขอโทษกลับมา บอกว่ามีปัญหาเรื่องเวลา จากนั้นก็ได้คุยกันอีกเล็กน้อย แต่ไม่ได้มีสาระอะไร เพราะเกิดตื่นเต้นซะมากกว่า มานึกได้ทีหลังว่าอยากจะถามอีกหลายอย่าง แต่โอกาสนั้นคงลาลับไปแล้ว

เหลือบไปเห็นเสื้อยืด Mobius Band นึกอยากสนับสนุน แต่ไร้ซึ่งเงินสด และมาตรฐานชะตากรรมโลกที่เครื่องกดเงินอัตโนมัติที่อยู่ใกล้จะต้องเสียเสมอไป ท่าทางผมคงออกเสียดายจัด Ben Sterling เลยบอกว่าซื้อผ่านเว็บก็ได้นะ ผมตอบตกลง จับมือกันหนึ่งทีก่อนต้องลาจาก สังเกตจากหน้าตาแล้วคงผิดหวังพอควรกับจำนวนคนดูวันนี้...

ถ้าสนใจลองไปฟังกันได้ที่ myspace ตามธรรมเนียม หรือจะดูมิวสิควิดีโอที่ YouTube ก็ไม่เลว ถ้าชอบทางวงปล่อยให้โหลดกันได้ฟรีสองเพลงที่ last.fm สุดท้ายถ้าชอบมาก buy ghostly เค้าส่งทั่วโลกนะ

2006/Nov/21

The Stills

หาตั๋วได้แบบฉุกละหุกพอตัว เพราะตอนพบเห็นเกิดไม่แน่ใจว่าจะใช่วงเดียวกันหรือไม่ แต่พอแน่ใจแล้วก็ไม่รอช้า จัดการเสร็จล่วงหน้าอยู่เพียงฉิวเฉีัยด มารู้ทีหลังว่าไปซื้อหน้าทางเข้าก็ยังไม่สาย แต่ซื้อได้ก่อนล่วงหน้าก็อุ่นใจดี
ตั้งใจว่าจะไปดู Land of Talk ที่ไม่ได้รู้จักมาก่อน แต่ไปแอบลองฟังมานิดหน่อย ก็คิดว่าไม่เลว แต่เพราะสับสนเวลาเริ่มไปนิดหน่อย บวกเส้นทางสายใหม่เลยพาตัวเองไปไม่ทันฟัง แต่ทัน The Stills เริ่มเล่นพอดิบพอดี

เป็นครั้งแรกที่ได้ดูแสดงสดตรงเวลา สองทุ่มตามที่บอกก็เล่นกันทันที ไม่ต้องยืนรอกันเมื่อยให้เหนื่อยใจ เปิดกันด้วย The Beginning ให้สมชื่อ สารภาพว่าตอนนั้นยังทำธุระส่วนตัวอยู่เลย เลยต้องฉุกละหุกเร่งรีบอยู่ไม่น้อย ก่อนออกไปพบฝูงชนหนึ่งหยิบมือ ประมาณด้วยสายตาคาดว่า คงไม่เกินห้าสิบคน ประหลาดใจเล็กน้อย แต่จำนวนคนก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร

หลายๆวงเวลาเล่นสดมักจะพยายามดัดเสียงร้อง และดัดแปลงดนตรีให้ออกมาต่างจากตอนอัดเสียงในสตูดิโอ เป็นการสานความตั้งใจในการแสดงสด ที่หลายวงมักเอาอย่าง The Stillls เองก็เช่นกัน ที่ฟังแล้วแตกต่างจากตอนอยู่บ้าน แต่เป็นความแตกต่างที่น่าปลาบปลื้มเพราะ ฟังแล้วดีกว่าในซีดีอย่างมากมาย ทั้งเสียงร้องและดนตรี ชวนให้คุ้มที่ฝ่าอากาศหนาวมา

The Stills จัดเพลงเร็วมาเล่นอย่างต่อเนื่อง The Mountain, Oh Shoplifter, It takes time, Love & Death, Lola Stars And Stripes, Yesterday Never Tomorrows, Baby Blues และเพลงที่ไม่มีทางพลาดอย่าง Changes Are No Good การแสดงผ่านไปอย่างรวดเร็วและเมามัน

ก่อน Dave Hamelin จะทำลายความสนุกด้วยการประกาศว่าจะเล่นอีกแค่เพลงเดียว ให้โอกาสเลือกเพลงมาโดยไว เสียงตะโกน Destroyer โผล่ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ผมนึกเห็นด้วยอยู่ในใจ มาคิดได้ทีหลังว่าทำไมไม่ผสมโรงตะโกนตามไปด้วย สุดท้าย The Stills เลยเลือกเพลงอื่นเป็นการปิดท้าย คงเพราะเห็นว่า Destroyer อาจจะไม่เหมาะกับการเล่นปิดท้าย

ไม่จริงเสียหน่อย ผมใส่้เหตุผลให้คนอื่นและตอบให้เองเสร็จสรรพ

คอนเสิร์ตจบแล้ว สมาชิกในวงก็มานั่งเก็บของลงจากเวทีกันอย่างไม่ให้เสียเวลา สาวๆและไม่สาวบางคนเลยได้โอกาสไปขอถ่ายรูปด้วย ส่วนผมไม่ได้พกอะไรไป เลยต้องกลับบ้านแบบมือเปล่า น่าเสียดาย น่าเสียดาย

นึกถึงตอนนี้ ก็ยังอยากมีโอกาสได้ไปดูอีกซักครั้ง