life

2006/Dec/27

หนึ่งปีแล้วนับจากการเดินทางครั้งสำคัญครั้งหนึ่งในชีวิต กับการเดินทางที่เปลี่ยนหลายๆอย่างข้างใน กับความรู้สึกเติบโตครั้งสำคัญครั้งใหญ่ กลิ่นอายสถานที่ สีหน้าผู้คนที่สวยงาม รายละเอียดของแต่ละเหตุการณ์ ยังถูกจดจำไว้เป็นอย่างดี

คิดถึงขึ้นมาแล้วก็ยังนึกเสียดายสถานที่บางแห่งที่ถูกละเลยไป แม้จะนึกอยากย้อนรอยกลับไปเพิ่มรายละเอียดให้สมบูรณ์ แต่เรื่องราวในชีวิตได้พบเพียงหนึ่งครั้ง เก็บทุกอย่างที่เกิดขึ้นไว้ให้ดี ผมกล่าวย้ำเตือนตัวเองเป็นรอบที่เท่าไรแล้วไม่นึกอยากจะนับ

ถึงตอนนี้มีโอกาสได้เดินทางแบบเล็กๆกันอีกครั้ง แต่ช่องทางนั้นมิืได้มีให้เลือกมาก จึงจำใจเลือกทางเร็วให้อึดอัดเล่น แวะเวียนมาที่สนามบินอีกครั้งแบบผิดนัดหมาย เลยต้องนั่งรอเวลาที่แลกมาด้วยเงินตราอันมิใช่ของตนเอง คิดถึงข้อนี้แล้วก็นับว่าเศร้าใจ นึกไปนึกมาก็ตลกดีที่โทษของการไม่ตรงต่อเวลา กลับเป็นเวลาที่ได้มาเพิ่มเติม ถึงได้มีโอกาสมาขีดๆเขียนๆอยู่ตรงนี้

เวลาอยู่ที่สนามบิน มักจะชวนให้นึกไปถึงหนังเรื่อง Love Actually หรือบางคนอาจนึกไปถึง The Terminal เสียแต่ว่าผมยังไม่ได้ดู แปลกดีที่ผมมักจะพลาดหนัง Tom Hanks ในช่วงหลังๆ ผิดกับหนัง Jack Black ที่ไม่ค่อยจะพลาด แต่เรื่องล่าอย่าง Tenacious D ถ้าไม่รักกันจริง ก็ไม่แนะนำหรอกนะ

ผู้คนตอนนี้จัดว่าไม่พลุกพล่าน ความรักทะลักทะล้นแบบในหนังจึงไม่โผล่มาให้เห็น พบแต่ความเหม่อมองรอคอยอันว่างเปล่า ตัดสินใจฟุ่มเฟือยตัวเองต่อไปด้วยกาแฟสตาร์บักส์ แก้วแรกในรอบหลายเดือน ไวท์ช็อกโกแลตม็อคค่าถูกหยิบยื่นมาด้วยความร้อนกำลังดีอย่างน่าประทับใจ จิบดื่มๆ แล้วนึกในใจว่าน่าจะสั่งแก้วใหญ่ สักครู่หนึ่งก็มีสาวเม็กซิกันมานั่งใกล้ๆอยู่ห่างๆ กลิ่นอาหารจานด่วนที่ผู้คนประณามว่าทำลายสุขภาพโชยออกมาอย่างน่ากวนใจ แต่ยามนี้ผมไม่สนใจเรื่องนั้นนัก นึกอยากเอากาแฟในมือที่เหลือเพียงหยดไปแลก แต่ผลลัพธ์อาจเจ็บตัวกลับมาได้ เลยนั่งสงบเสงี่ยมเจียมตัว รอเวลาโบยบินต่อไป

ช่วงเวลาแห่งเทศกาลเป็นโอกาสอันดี ให้เพลงหลายเพลงที่อัดอั้นมาทั้งปี ได้ทีเปิดเล่นวนเวียนกันทั้งวัน เสียงร้อง Jingle bell rock พาให้คอยครึกครื้นไม่ว่าจะเป็นใครร้อง ผิดกับ Last Christmas ที่ผมมักจะนึกถึงเวอร์ชันอันเจาะจง

เมฆบนฟ้าเริ่มไม่ค่อยทำงาน จึงได้ทีพระอาทิตย์ส่องแสงไร้ผู้บดบัง เหมือนกลุ่มคนจะแปรผันตามภาพแสง บรรยากาศในหนังจึงค่อยเปิดปรากฎ ยิ่งเวลาเดินพา สุขยิ้มเพลินตาจึงค่อยๆได้โอกาสโอบกอดผู้คน ถ้าตัวละครของมุราคามิเป็นผู้เอกอุในการบั่นทอนเวลาแล้ว ผมคงมิได้ห่างเชิงจากนั้นซักเท่าไร

ถึงเวลาลุกจากที่นั่งฝังตัวอันยาวนาน มือหนึ่งหอบหิ้วกระเป๋า เก็บอีกมือไว้โบกลาจากเมืองนี้แบบชั่วคราว ผ่านจุดตรวจเข้าไปนั่งจองที่วางแขนให้เพลินใจ ก่อนหลับตาฟังเสียง Erlend Øye วนเวียนกับหนึ่งเพลงจนปลายทาง

Once bitten and twice shy
I keep my distance
But you still catch my eye

.

Better late than never, Merry Christmas.


Seasonal Greetings

2006/Sep/05

A plane in the sky

"แค่สูดอากาศที่นี่ ผมก็คิดว่าคงจะกระโดดได้สูงขึ้นแล้ว"

หลายปีก่อนผมเคยเห็นด้วยกับความคิดนี้ แต่ทุกอย่างแปรเปลี่ยนได้ง่ายดาย

ไม่แปลกนักเพราะทุกอย่างรอบด้านแตกต่างจากเดิมเกินกว่าแค่จะเรียกว่าพลิกผัน ถึงจะคาดการณ์ไว้บ้าง แต่ถึงเวลาจริงทุกอย่างก็ดูมากมายเกินกว่าที่คิด

ผมลองเดินออกมารอบๆ มองคนเดินไปมาก็เริ่มสับสนเล็กน้อยว่าตกลงกำลังอยู่ที่ไหนกันแน่ ก่อนจะเริ่มกล่าวทักทายไปทั่วแต่ก็ไร้ซึ่งการตอบรับ แท้จริงถ้ามีการตอบรับคงน่าแปลกใจกว่าเพราะที่ทำไปเพียงแค่ทักทายในใจ สามัญสำนึกทุกอย่างบนมิตินี้โผล่ขึ้นมาย้ำเตือนว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดใด หากทุกอย่างยังคงเดินไปในรอยเดิม

ความขี้เกียจกับความกลัว สองอย่างที่คอยคุกคามดำเนินงานได้สวยงามไม่ผิดเพี้ยน ผมคงติดกับดักแห่งความขี้เกียจเข้าไปแบบไร้ทางถอน แม้จุดประกายดีๆจะเปิดช่องอยู่หลายครั้ง แต่ผมก็ปล่อยให้มันดับไปแบบเฉื่อยชา ทุกอย่างยังคงดำเนินไปแบบเดิมๆ เดิมๆ

แต่บางครั้งเรื่องราวที่แอบคิดแอบคาดหวังไว้ก็โผล่ขึ้นมาได้ดั่งใจ จากนั้นชิ้นส่วนต่างๆก็เผยตัวออกมากันได้อย่างไม่ยากเย็น ขาดเพียงบางชิ้นที่อยู่ไกลออกไป หรือบางชิ้นที่ยังไม่ถึงเวลามา เรื่องราวบางเรื่องก็ลงตัวไปได้ง่ายๆแบบนี้


บางทีอาจจะเพราะพกความเคยชิืนมามากเกินไป จนชิ้นส่วนบางส่วนที่เข้ามาดูคล้ายเป็ินชิ้นส่วนจากต่างดาว แม้จะรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าอาจจะเคยมีโอกาสได้เยี่ยมแวะดาวดวงนั้นมาบ้าง แต่ก็คงเพียงแค่นั้น


แม้ชิ้นส่วนที่ประกอบขึ้นมาอยู่ตอนนี้ไม่ได้สมบูรณ์แบบอะไร แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าถึงชิ้นส่วนจะขาดหายเพิ่มไปอีกบ้างก็คงไม่เป็นไร ผมกำลังจะเดินตามรอยเดิมบนสถานที่ใหม่เหรอ ไม่หรอก สถานที่นั้นเพียงแค่ข้ออ้าง

2006/Sep/04



เวลายังคงเดินหน้าทำงานอย่างซื่อสัตย์ ขณะที่ความคืบหน้าในการเก็บข้าวของของผมเดินหน้าไปแบบช้าๆ จนเวลาที่น่าจะเหลือไว้ืำทำเรื่องต่างๆถูกจำกัดลงไปอย่างมากมาย

สมัยก่อนผมตีความตัวเองเป็นพวกวัตถุนิยม ชมชอบในข้าวของนอกกาย จนมาตอนนี้คิดว่าดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนแล้ว แต่พอได้เห็นข้าวของกองรอบกายตอนนี้ ผมคงต้องขอทบทวนความคิดใหม่อีกครั้ง

ผมเคยเล่าอาการวัตถุนิยมของตัวเองให้คนอื่นฟัง เค้าว่าอาการระดับผมถือว่าแค่ขั้นเด็กประถมต้น ไม่แน่ใจว่าเรื่องแบบนี้เอามาตรฐานแบบไหนมาวัดถึงจะดี ถ้าเทียบกับบางคนผมอาจดูอุดมไปด้วยสิ่งของนานาภัณฑ์ แต่กับบางคนผมคงแค่ระดับพอเพียง

คิดไปคิดมาเอาแค่ว่าสามาีรถอยู่รอดได้โดยไม่ต้องลำบากเกินไปก็คงจะพอแล้ว

สารพัดข้าวของถูกนำมาเทกองรวมกันอย่างอุตลุด จนผมนึกถอดใจกับเวลาที่เหลืออยู่ โชคดีที่ได้รับการช่วยเหลือ สุดท้ายทั้งข้าวของและที่ไม่ใช่ก็ถูกจัดเก็บลงไปได้ด้วยดี

เสียดายแต่บางอย่างไม่อาจจะจัดเก็บลงไปด้วยได้

บางอย่างไม่มีโอกาสแม้แต่จะกล่าวลา

เวลาเดินหน้าถอยหลังลงเรื่อยๆ ผมสำรวจตัวเอง แลเหมือนจรวดรอคอยอยู่ที่แท่นแห่งความฝันที่คนมากมายคาดหวังไว้ เรื่องบางเรื่องมันก็เล็กกว่าที่คิดและก็ใหญ่กว่าที่คิดในคราวเดียวกัน ผมคิดแค่เตรียมจะได้พบกับการเดินทางครั้งใหม่ ที่ไม่ค่อยแน่ใจนักว่าจะเป็นอย่างที่เคยคาดหวัง

ผมเดินรอบบ้านของตัวเอง ทักทายไปทั่วเหมือนจะได้รับการตอบรับบางอย่างกลับมา แปลกดีที่ผมไม่ได้รู้สึกเศร้าโศกหรือลิงโลดอะไรมากมายอย่างที่เคยจินตนาการไว้ในกาลก่อน

ผมเคลื่อนกระเป๋าหนักอึ้งเดินออกไปอย่างรวดเร็ว กลับกันกับความคิดต่างๆที่เริ่มทำงานอย่างเชื่องช้า ก้าวสุดท้ายที่ก้าวออกไปผมคิดแค่ว่า

แล้วพบกันอีกนะ