film



ได้มีโอกาสดูสารคดี Dragons : A Fantasy Made Real เป็นสารคดีที่ไม่ใช่สารคดีแต่เป็นเหมือนนำจินตนาการเข้ามาผสมปนเปกับหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่มาคิดทีหลังแล้วไม่ค่อยน่าเชื่อเท่าไหร่ แต่ก็ออกมาดีพอสมควร จุดเริ่มของเรื่องน่าจะเป็นเหมือนกับที่ใครหลายต่อหลายคนคิด ทำไมมังกรถึงมีอยู่ในตำนานของกลุ่มคนหลากเชื้อชาติทั่วโลก ทั้งๆที่ในอดีตกาลเราต่างมิเคยได้เยื้องกรายทักทายกัน

ผมว่ามันน่าสงสัยพอๆกับที่ว่าเราเป็นสิ่งมีชีวิตอันมีอารยธรรมเดียวในจักรวาลนี้หรือนั่นแหละ

หลังจากได้รู้จักมังกรผ่านบทบาทเดิมๆที่เจอกันอย่างคุ้นเคยในบทหัวหน้าใหญ่ตามเกมต่างๆ นี่ก็เป็นโอกาสอันดีที่จะได้เห็นมังกรในรูปแบบบันเทิงคดี ซึ่งมันก็สนุกดีทีเดียวที่ได้เห็นจินตนาการที่พรั่งพูนออกมาจากความคิดเริ่มต้นหนึ่งจุดและแตกต่อไปอีกหลายจุด ทำให้จุดเล็กๆเริ่มรวมกันกลายเป็นจุดใหญ่ จนบางครั้งดูเหมือนเป็นการหลอกลวงที่พยายามจะเติมเรื่องราวให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นๆ แต่เรื่องทุกเรื่องก็เริ่มจากหลอกหลวงในตอนแรกทั้งนั้น และก็ต้องไม่ลืมว่าบางเรื่องหลอกลวงก็นำพาไปถึงจุดสุดท้ายด้วยเช่นกัน

เป็นไปตามวิวัฒนาการที่สร้างความสมดุลย์ให้กับโลก สัตว์ขนาดใหญ่พากันสูญพันธุ์ไปเรื่อย สุดยอดสัตว์โลกแสนแข็งแกร่งอย่างมังกรเองก็เช่นกัน พวกมันพากันเหลือน้อยลงๆเรื่อย แถมโดนสัตว์โลกอ่อนแอแต่เจ้าเล่ห์อย่างเราตามล่าพวกมันก็พากันล่าถอยหลบหนีซ่อนตัวอยู่ในสถานที่ห่างไกลมากขึ้นเรื่อยๆ

ตัวเมียตัวหนึ่งอยู่อย่างอ้างว้าง เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์มันก็ออกมาร้องเรียกหาตัวผู้ซึ่งไม่รู้จะอยู่ที่ไหนของโลก มันทำได้แต่เฝ้ารอ หากไร้มังกรตัวผู้ย่างกราย มันคงต้องอ้างวางเดียวดายที่สุดขอบโลกต่อไป

โลกยังไม่โหดร้ายกับมังกรตัวนี้เกินไปนัก หลังจากเฝ้ารอจนแทบหมดหวัง มังกรตัวผู้ก็บินโฉบมาปรากฎกายต่อหน้าตัวเมีย "เรามาร่วมรักกันเถอะ"

แม้จะแอบหลับไปบางช่วงเพราะโฆษณาเยอะแถมโฆษณาเหมือนเดิมทุกพัก ก็มาถึงฉากผสมพันธุ์ที่รอคอย

โปรดอย่าเพิ่งเข้าใจกันผิดไป

การร่วมรักของมังกรช่างสวยงาม มันทั้งคู่พากันบินกอดเกี่ยวขึ้นสูงก่อนทิ้งตัวหมุนวนประหนึ่งเต้นรำ มันคงอยากเต้นรำแบบนี้ตลอดกาล หากแต่โลกนี้ยังมีพื้นดินและแรงดึงดูด ก่อนจะพากันดับสูญจากโลก มันทั้งคู่ก็ผละจากกันพ่นไฟเสียหนึ่งที ประกาศถึงความสำเร็จของการผสมพันธุ์ เหล่ามังกรจะได้มีโอกาสออกลูกหลานมาช่วยกันสืบพันธุ์ต่อไปแล้ว

แต่ทุกวันนี้เราก็ยังไม่เคยเห็นพวกมันออกมาโลดแล่นโชว์ตัว โลกนี้อาจจะยากลำบากเกินกว่าที่พวกมันจะอยู่ได้แล้ว ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราสัญชาตสัญญาณสัตว์ป่าที่ต่อสู้ักันเอง แต่ปัจจัยที่สำคัญคงเป็นเพราะมนุษย์กลายเป็นสิ่งมีชีวิตบนสุดของห่วงโซ่อาหารที่ล่าทุกอย่าง จนแม้แต่สัตว์สุดแข็งแกร่งอย่างมังกรก็มิอาจต้านทาน

a scene in manhattan

บังคับตัวเองนั่งดูหนังของ Woody Allen สองเรื่อง

ไม่ใช่ว่าไม่อยากดู แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงชอบผลักดันเรื่องราวที่อยากจะทำ ออกไปไกล จนเรื่องเหล่านั้นหลุดขอบออกไปไกล ชวนให้สงสัยในตัวเองทีหลัง ว่าแล้วอย่างนี้จะยังถือว่าเป็นเรื่องที่อยากทำได้อีกหรือไม่

ผมดู Annie Hall ก่อนจะต่อด้วย Manhattan

ใน Annie Hall วูดดี้ อัลเลนเล่นเป็น Alvy Singer ปัญญาชนวัยกลางคนขี้หงุดหงิด
ใน Manhattan วูดดี้ อัลเลนเล่นเป็น Isaac Davis กับบทบาทที่ไม่ต่างกันมากนัก แต่ดูมั่นใจน้อยกว่า ดูน่ารักกว่าเล็กน้อย

ที่เหมือนกันคือล้มเหลวในการรักษาความสัมพันธ์ทั้งคู่

จริงๆแล้วต่อให้เป็นคนแบบไหน บุคลิกสมบูรณ์แบบยังไง การรักษาความสัมพันธ์กันนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะเวลาที่คนใดคนหนึ่งเริ่มหยุดนิ่งแต่อีกคนปราถนาจะไปต่อ และจะแย่กว่านั้นหากเลือกไปในทางตรงข้าม


Annie Hall ดำเนินเรื่องด้วยคำพูดบาดใจตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบเรื่อง แต่ Manhattan ดำเนินเรื่องด้วยอารมณ์ที่พาพัดผ่าน

ที่เหมือนกันคือหนักไปทางเศร้าด้วยกันทั้งคู่


แม้ Annie Hall จะคมคายบาดลึก แต่ผมชอบฉากที่ Isaac วิ่งไปหา Tracy ตอนท้ายเรื่องใน Manhattan มากกว่า

และ Manhattan ก็โรแมนติกกว่าจริงๆ


วันนี้ลองซ้อมรับมือกับเวลาว่างที่กำลังจะได้เพิ่มมาอย่างมากมาย ผมลองทอดหุ่นนั่งดูโทรทัศน์ีกะจะให้สบายๆ รายการโทรทัศน์วันนี้มีให้เลือกมากกว่าครึ่งร้อย ผมกดจนเมื่อยก่อนมาหยุดอยู่ที่หนังเรื่องหนึ่ง นำแสดงโดย The Rock อ่านไม่ผิดหรอกครับ นักมวยปล้ำกล้ามโตคนนั้นนี่เอง ผมมารู้เอาทีหลังว่าหนังเรื่องนี้ชื่อ Walking Tall

ช่างเป็นหนังที่ดูแล้วมีอารมณ์พลุ่งพล่านจริงๆ ดูจนจบแล้วยังสงสัยอยู่ว่าตกลงเมืองในเนื้อเรื่องนั้นอยู่ในอเมริกาแน่เหรอ

ผมเกลือกกลิ้งดูโทรทัศน์ต่อไป รีโมทยังคงทำงานอย่างหนักหน่วงก่อนมาหยุดที่หนังอีกหนึ่งเรื่อง หนังเรื่องนี้ชื่อ Footloose นำแสดงโดยเควิน เบคอนที่หน้าสุดจะเอ๊าะเพราะหนังเรื่องนี้ออกฉายครั้งแรกเมื่อปี 1984 ถ้ามีใครได้ดูเรื่องนี้ในโรงหนังโปรดแสดงตัวด้วย

เควิน เบคอนรับบทเป็น เรน หนุ่มไฮสคูลที่ต้องระหกระเหินตามแม่จากเมืองใหญ่อย่างชิคาโก มายังเมืองเล็กๆที่มีกฏระเบียบสุดเฮี้ยบ เหตุเพราะเมื่อห้าปีก่อน วัยรุ่นกลุ่มหนึ่งขับรถขณะมึนเมาจนเป็นเหตุให้เสียชีวิต ปฏิกริยาที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือหนทางสุดโต่ง ผู้ใหญ่ในเมืองพากันต่อต้่านอบายมุข สิ่งของมึนเมา รวมไปถึงต้นทางที่อาจจะนำพาไปสู่อบายมุขเหล่านี้อย่างการเต้นรำด้วย?!

ช่างระแวดระวัง รอบคอบยิ่งนัก เหมือนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นใกล้ๆนี้ไม่น้อย

เผอิญว่าพระเอกของเราเป็นนักเต้นเท้าไฟ เมื่อต้องมาอยูในเมืองแห่งนี้ คงเดากันไม่ยากว่าเรื่องราวต่อไปจะเป็นยังไง


ไม่รู้ว่าเพราะเก่าจัดจนแทบจัดขึ้นหิ้ง หรือถูกใจที่ได้เห็นดาราืที่รู้จักสมัยนี้หลายคนเล่นหนังแบบยังหน้าเด๋อๆ แต่ผมก็ดูเรื่องนี้อย่างเพลิดเพลิน

แค่ฉาก เรน เต้นระเบิดอารมณ์ในโกดังเร้นลับ ด้วยลีลาเกินมนุษย์ก็พาให้ทึ่งอึ้งน่าดู หรือจะลีลาท่าเต้นสุดทันสมัย ที่แต่ละคนพากันวาดลวดลายแบบลืมอาย ก็คุ้มอยู่ไม่น้อย

ส่วนถ้าใึีครได้ดูแล้วคิดอยากเอาอย่าง แนะนำว่าให้เปลี่ยนเพลงจากยุค 80's เป็น Phoenix ชุด It's Never Been Like That ส่วนท่าเต้นขอให้คิดกันเอาเอง ขอแต่ฟังแล้วอย่านิ่งเฉย แค่เต้นให้เมามันเข้าไป มีท่าแจ้งเกิดเมื่อไร จะเอามาอวดบ้างก็ยินดี


Footloose It's Never Been Like That