film

2007/Feb/16

La Science Des Reves

เคยตั้งท่าจะเขียนถึงตั้งแต่หลายเดือนที่แล้ว จนตอนนี้ออกเป็นดีวีดีแล้ว อย่าลืมไปหามาดูกัน

.

The Science of Sleep เป็นงานที่มิเชล กอนดรี้ใส่พลังลงไปมหาศาลและก็ออกมาได้อย่างสร้างสรรค์ กับเหตุการณ์ชวนสับสนระหว่างโลกของความจริง กับจินตนาการในใจ

หนังเริ่มต้นด้วยความสนุกสนาน จนบางคนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะอย่างพร่ำเพรื่อ งานประดิษฐ์มากมายโผล่ออกมาอย่างตื่นตาตื่นใจ ความสมดุลย์ระหว่างเหตุผลกับความบ้าบอ หลอกล่อให้เพลิดเพลินไปกับเรื่องราว ก่อนสุดท้ายจะพาจมดิ่งและจบลงอย่างกระตุกใจ

เรื่องของความรักมันต้องเป็นอย่างนี้เสมอเหรอ

เคยอยากเจอคุณมิเชล กอนดรี้ตัวจริงกันมั้ยครับ ผมก็เคยอยากแต่ถ้าเลือกได้คงขอเข้าไปผจญภัยในหัวของเค้าเลยจะดีกว่า

The Science of Sleep 2

.

(เพิ่มเติม)

2007/Jan/27

แม้ว่าจนบัดนี้ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าคิดอย่างไร ถึงได้เข้าได้ไปทรมานตัวเองซะหนักหนากับ The Passion of The Christ แต่วันก่อนก็ตั้งใจไปดู Apocalypto มาจนได้ แม้ว่าเกือบจะหลุดโรงที่นี่ไปแล้วก็เถอะ

ตอน The Passion of The Christ คุณ เมล กิบสันเคยตั้งใจจะไม่ขึ้นตัวบรรยายเป็นภาษาปัจจุบัน เพราะเชื่อว่าความเคลื่อนไหวในตัวหนังก็สามารถจะสื่อเรื่องราวได้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว ไม่รู้ว่านี่จะเป็นความตั้งใจหลักในการทำหนังของเค้ารึเปล่า ถ้าคิดถึงตรงจุดนี้ก็ถือว่า Apocalyto ทำผลงานได้เป็นอย่างดี ด้วยการดำเนินเรื่องอย่างตรงไปตรงมาและค่อนข้างฉับไว คิดว่าถึงไม่อ่านบทบรรยาย (ที่คิดว่าคงตั้งใจเทียบให้ตรงกับภาษาท้องถิ่นจริงๆ) ก็ตามเนื้อเรื่องไปได้แบบไม่ติดขัด แต่อาจกระอักกระอ่วนกับบางภาพแทน

หลายคนวิพากษ์ว่า Apocalypto ขายความรุนแรงเกินเหตุ แต่โดยส่วนตัว ก็คิดว่าสมเหตุสมผลพอควรกับช่วงเวลาและสถานการณ์ในเรื่อง บางทีอาจเป็นเพราะภาพจากหนังเรื่องก่อนของเค้าดูรุนแรงยิ่งกว่า(สำหรับผม) หรืออาจเป็นเพราะจินตนาการ จากการอ่านบทบรรยายการถลกหนังทรมานคนของชาวมองโกล นั้นโหดร้ายกว่าเป็นไหนๆ

ออกตัวกันก่อนว่าไม่ใช่คนนิยมความรุนแรงแต่อย่างใด

จริงๆนะ

หลังจากดูจบก็คิดว่า Apocalypto ทำออกมาสนุกดี แม้ว่ามุกในเรื่องจะไม่มีอะไรใหม่เลยก็ตาม แต่ก็เรียกว่าดีในระดับที่ขายความเป็นหนังกันอย่างเต็มที่ ที่จริงคิดว่าหนังยังสนุกกว่านี้ได้อีกหลายขีด แต่อาจจะทำให้ยาวขึ้น ซึ่งแค่นี้ป้าก็บ่นเหนื่อยแล้ว

อย่างไรก็ดี ความอยากกินต้มเลือดหมูที่พลุ่งพล่านมาหลายวันได้หมดไปโดยฉับพลันหลังจากดูจบ จึงขอแนะนำแฟนๆให้ไปกินก่อนล่วงหน้า

.

ดูไปหนึ่งเรื่องแล้วรู้สึกยังไม่อิ่ม เลยกระโดดเข้าโรงไปดู Letters from Iwo Jima แบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ด้วยว่าเวลามันพอดี จนดูจบแล้วถึงเพิ่งรู้ว่าคุณปู่ คลินต์ อีสวู้ดเป็นคนกำกับนี่เอง ซึ่งต้องบอกว่าทำออกมาได้ละเมียดเหลือเกิน ทุกอย่างดำเนินไปตามจุดที่ควรจะเป็นชนิดไร้ข้อติ แต่นั่นก็ทำให้หนังขาดอะไรบางอย่างไปไม่หนึ่งก็สอง

แม้ว่า Letters from Iwo Jima จะมีเป้าหมายหลักที่จะสื่อออกมาอยู่แล้ว แต่ความรู้สึกหลักระหว่างดูของตัวเองคือถ้าเราเป็นทหารญี่ปุ่นที่รู้ว่าจะไม่ได้ออกจากเกาะ Iwo Jima แบบยังเคลื่อนไหวได้ แล้วจะทำอย่างไร

ด้วยทางเลือกอันมีไม่มากนัก และปลายทางล้วนแล้วแต่น่าหดหู่ คงทำได้แค่คิดคับแค้นใจกับความบางเบาของชีวิตตนเอง

เดินออกจากโรงมาแบบหิวๆ แวะไปซื้อซอสหอยนางรมตราหมีแพนด้า คิดถึงที่ดูไปวันนี้แล้ว ตั้งใจว่าวันนี้ข้าวเปล่ากับผัดผักก็คงพอ

2006/Nov/19

"CQ" is the Morse code phrase for "seek you"

แล้วนี่ก็คงเป็นร่องรอยอันสุดท้ายแล้วสินะ



ได้ฟังซาวด์แทรก CQ ก่อนหน้ามายาวนาน แต่ไม่มีโอกาสได้ดูตัวหนังเสียที จนคิดอยากจะแต่งเรื่องราวมาตอบรับกับบทเพลงสวยหวานที่ฟังจนขึ้นใจ

เำำพราะแ่ผ่นดีวีดี CQ เดินทางติดขัดล่าช้า จนเวลาสุดจะล่วงเลย ครั้นพอจะมีโอกาสได้หยิบมาดูจริงๆ ก็อดตื่นเต้นไม่ได้ว่าเรื่องราวที่จินตนาการไว้จากเมื่อครั้งฟังเพลง กับเรื่องราวที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร ดูแล้วขั้นตอนมันก็กลับๆกันดี

เรื่องราวในตัวหนังที่พอจะรู้มาก่อน ก็คือเป็นเรื่องเกี่ยวกับคนทำหนัง กับหน้าปกดีวีดีรูปสาวสวยชวนให้ดูเข้าใจผิด

เมื่อเปิดดูจริงๆพบว่า CQ ว่าด้วยการสร้างหนังวิทยาศาสตร์ ซึ่งถ่ายทำกันในปี 1969 ว่าด้วยเรื่องของสายลับรหัส Dragonfly ในโลกอนาคตปี 2001! CQ ซ้อนกันด้วยเรื่องราวของถ่ายทำหนัง กับชีวิตของพอลที่พยายามจะถ่ายทำหนังสารคดีเกี่ยวกับชีวิตของตัวเอง

แม้ว่าเนื้อเรื่องจะต่างจากที่จินตนาการเอาไว้เองในตอนแรก แต่ตัวหนังก็ทำออกมาได้สนุกเพลิดเพลิน คลอไปกับเพลงประกอบจาก Mellow ที่ดีเพียงพอในตัวเองอยู่แล้ว พูดไม่ไ้ด้เต็มปากว่าเป็นหนังที่ดีเลิศ แต่ผมก็ชอบมันมากอยู่ดี

หลังจากดูจบด้วยเครื่องฉายที่หยิบยืมมา ซึ่งช่วยเพิ่มอรรถรสในการชมได้เป็นอย่างดี สารภาพว่าภาพที่ติดตาภายหลังมีเพียงแต่ Dragonfly สายลับแห่งโลกอนาคต :)


ตัวอย่างหนัง
ฉากเปิดตัว