comic

2006/Dec/22

สมัยก่อนเวลานัดเจอคนผมมักเลือกนัดพบในร้านแผ่นเพลง หรือไม่ก็ร้านหนังสือ ต่อมาโทรศัพท์ติดตามตัวแพร่หลาย สถานที่นัดเจอจึงเริ่มไม่มีความหมาย ร่วมไปกับนิสัยเสียที่แก้ไม่ค่อยหาย ที่มักจะไปสายอยู่เป็นประจำ จึงนับครั้งได้ที่จะมีโอกาสไปเตร็ดเตร่รอใครสักคน

ครั้งหนึ่งมีโอกาสได้ไปรอที่ร้านหนังสือคิโนะคุนิยะอันใหญ่โต ณ สยามพารากอน ไปสะดุดตาหนังสือภาพหน้าตาน่าสนใจ ประกอบกับไปวางอยู่ในหมวดศาสนาที่เผอิญเดินผ่าน เลยหยิบขึ้นมาอ่านด้วยความสนใจใคร่รู้

อ่านไปอย่างเพลิดเพลิน แล้วก็ไม่ยอมซื้อ

เลยได้บทเรียนแบบน่าเขกกะโหลกในอีกไม่กี่วันต่อมา เมื่อพบว่าเล่มแรกไม่มีแล้ว เหลือเพียงแต่เล่มสอง เลยจำใจซื้อมาเก็บไว้ก่อน จวบจนเดินไปเจอร้านหนังสือภาพที่ว่าคราวก่อน ถึงจะมีโอกาสได้อ่านเล่มแรกจนจบ ก่อนจะต่อเนื่องไปถึงเล่มสองจนได้

Persepolis: The Story of a Childhood Persepolis 2: The Story of a Return

Persepolis เป็นผลงานโดย Marjane Satrapi ซึ่งหยิบเอาเรื่องราวของตัวเธอ ตั้งแต่เด็กจนโตมาเล่าผ่านลายเส้นของเธอเอง ช่วยให้ทุกอย่างลื่นไหลเหมือนได้แฝงตัวอยู่ในเหตุการณ์จริง

เธอเป็นชาวอิหร่านที่ใช้ชีวิตอยู่ในครอบครัวที่มีฐานะดี และมีการศึกษาที่ดี อิหร่านขณะนั้นยังปกครองด้วยระบบกษัตริย์ มี Mohammad Reza Pahlavi เป็นองค์ประมุขของประเทศ ซึ่งคนอิหร่านจะเรียกกษัตริย์ของตนเองว่าพระเจ้าชา (The Shah)

จวบจนการบริหารบางอย่างอันดูไม่ชอบธรรม นำไปสู่การประท้วงของผู้คน ประชาชนจึงพากันออกมาขับไล่ แม้จะมีความพยายามแก้ไขข้อผิดพลาดบางอย่าง แต่ก็ไม่นับว่าจริงใจหรือถูกใจผู้คนนัก สุดท้ายทุกอย่างก็มีการเปลี่ยนแปลง (Iranian Revolution)

วันที่พระเจ้าชาถูกเนรเทศออกจากประเทศ ประชาชนอิหร่านต่างพากันออกมาฉลองชัยอย่างยิ่งใหญ่ แต่ดูเหมือนว่านั่นจะเป็นเพียงภาพลวงตา ปัญหาหลายอย่างไม่ได้ถูกแก้ไข ขณะเดียวกันกลับเพิ่มปัญหาเข้าไปอีกมากมาย

ผลจากการปฎิวัติ คณะปกครองซึ่งขึ้นมาครองอำนาจ จึงออกนโยบาย กำจัดวัฒนธรรมตะวันตก จำกัดสิทธิสตรี รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรการศึกษา และนโยบายคุมเข้มต่างๆอีกมากมาย

สุดท้ายขณะที่ Marjane Satrapi อายุได้ 14 ปี ครอบครัวของเธอก็ตัดสินใจส่งเธอไปเรียนต่อที่เวียนนา ประเทศออสเตรเลีย ขณะที่ครอบครัวของเธอยังคงปักหลักอยู่ที่อิหร่านต่อไป แม้ว่าจะมีโอกาสอพยพมาด้วยกันก็ตาม (อันหลังนี้ผมเติมลงไปเอง)

แน่นอนว่าการใช้ชีวิตในสถานที่แห่งใหม่ ไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่แล้ว ทุกอย่างที่นั่นค่อยๆเลวร้ายลงเรื่อยๆ จนถึงขั้นใกล้จบชีวิตอยู่ข้างถนน แต่แล้วโชคก็ยังเข้าข้างเธอบ้าง เธอจึงมีโอกาสได้กลับไปยังอิหร่าน และได้เรียนต่อจนจบมหาวิทยาลัย ก่อนจะมีโอกาสได้แต่งงานเหมือนดังผู้หญิงซักคน แต่ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเธอก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกว่านี่เป็นบ้านหลังเดิมอีกต่อไป

Persepolis: The Story of a Childhood จะเป็นเรื่องราวของเธอในช่วงนับตั้งแต่เธอเกิดจนเธอถูกส่งไปยังออสเตรีย ขณะที่ Persepolis 2: The Story of a Return จะเป็นเรื่องราวของเธอกับชีวิตสาหัสที่ออสเตรีย จนกลับมาว้าเหว่ต่อในบ้านเกิด

Sample graphics from Persepolis 1 & 2

นักวิจารณ์บางคนบอกว่าความโดดเด่นของหนังสือภาพเล่มนี้อยู่ที่เรื่องราวที่ถูกเล่าออกมา ซึ่งก็อาจจะไม่ผิด แต่ผมว่านั่นไม่ค่อยยุติธรรมซักเท่าไร

ขณะนี้เธอใช้ชีวิตอยู่ในปารีส ฝรั่งเศส เป็นนักวาดภาพที่มีผลงานออกมาหลายเล่ม ขณะที่เขียนนี่ก็เพิ่งรู้ว่า Persepolis จะถูกทำออกมาเป็นภาพยนตร์อนิเมชันซึ่งมีกำหนดออกฉายในปี 2007

เธอพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า นี่นับเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ เพราะตั้งแต่เธอโตขึ้นมา เธอเลือกที่จะทำงานคนเดียวอย่างมีอิสระเสรีมิต้องสนใจใยดีใคร แต่ตอนนี้เธอกำลังทำลายความสวยงามอันนั้นด้วยการทำภาพยนตร์อนิเมชันจากหนังสือของเธอ อันหมายความว่าเธอจะต้องทำงานร่วมกับคนมากกว่าแปดสิบคนทุกวัน!

แล้วจะรอคอยผลงานจากความทรมานอย่างใจจดใจจ่อ

2006/Apr/10

Planetes

แม้ตอนเป็นเด็ก ผมจะเป็นเด็กเพ้อเจ้อเงียบ นึกอยากเป็นนั่นเป็นนี่อยู่มากมายตั้งแต่ครองโลกแบบดร.มาชิริโตะ ไปจนถึงเด็กขัดรองเท้าตามสถานี แต่ก็ไม่เคยนึกฝันอยากจะเป็นคนเก็บขยะ แต่ถ้าการเป็นคนเก็บขยะจะเป็นหนทางเดียวของการได้ออกสู่อวกาศ ผมก็ไม่นึกลังเลยที่จะทำ

ให้ตายสิ ถึงบางทีเวลาผมมองไปยังฮาจิมากิ ผมจะเห็นบางอย่างในตัวผมอยู่ในนั้น แต่ผมก็ไม่คิดว่าจะฝ่าไปถึงขั้นนั้นได้

Planetes เป็นการ์ตูนอวกาศที่ดูจริงจังแต่อารมณ์ที่ได้รับต่างจาก Passport Blue โดยสิ้นเชิง เทคโนโลยีที่นำไปสู่อวกาศเป็นเพียงเปลือกนอก ความรักของมนุษย์ต่างหากที่เป็นผู้นำพาเรื่องราว แม้ผมจะปรามาสการ์ตูนขนาดสั้นไว้มากมาย แต่สี่เล่มของ Planetes กลับอุดมสมบูรณ์แม้ในหนึ่งตอน

ยิ่งโตขึ้นๆการอ่านอะไรวนซ้ำรอบที่สองกลายเป็นเรื่องต้องห้าม กับโลกที่เคลื่อนผ่านหมุนวนสุดรวดเร็ว ทุกการกระทำกลายเป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวด การกระทำที่ไม่สามารถพาตัวเองไปข้างหน้ากลายเป็นเรื่องไม่อาจยอมรับได้

แต่ผมก็เลือกอ่านแต่ละตอนวนซ้ำไปมาอย่างไม่รู้เบื่อ ทุกครั้งที่อ่านถึงบารอนมนุษย์จากดาวเรติเคิลผู้ถูกลงโทษ ผมนึกคุ้นเคยเหมือนได้พบเจอพวกพ้อง ไม่รู้จะมีซักกี่คนที่ถูกลงโทษอยู่ตอนนี้

การสื่อสารผ่านทางจิตที่โดนริดรอน ทำให้เรื่องราวมากมายซับซ้อนเกินความจริง การใช้ถ้อยคำที่ฟุ่มเฟือยเป็นเรื่องหฤหรรษ์กึ่งจำเป็น ของมนุษย์โลกในปัจจุบัน ผมคงต้องเรียนรู้ตรงนั้นอีกหลายส่วน เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะได้รับการยกโทษ ให้สามารถเคลื่อนสารผ่านจิตอีกครั้ง


บางทีผมอาจจะไม่ต้องดิ้นรนไปสู่อวกาศอีกแล้ว เพราะผมก็เชืิ่ออย่างที่ฮาจิมากิเชื่อว่าอวกาศนั้นอยู่รอบๆตัวเรา และเราก็เป็นส่วนหนึ่งของอวกาศ หากเชื่อเช่นนั้นผมคงไม่ต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนพยายาม เอาแค่เวียนว่ายหมุนวนอยู่ในจิตใจ ก็คงพบความมืดมิดไร้ทางออกไม่แพ้กัน

แต่น่าแปลกว่าแม้จะรู้คำตอบอยู่ในที แต่ผมก็ยังคงมุ่งหวังที่จะได้ค้นหาคำตอบของตัวเองอยู่ดี ผมคงติดนิสัยยุ่งยากของมนุษย์ จนยากจะสลัดหลุดซะแล้ว